เกาะช้าง สถานที่ๆใครหลายๆคนอาจจะมองมันเป็นที่เที่ยว หรือที่พักผ่อน แต่เรา เรียกมันว่าบ้าน
ย้อนไปประมาณ 14 ปี พ่อลาออกจากงานที่มั่นคงอย่างอาชีพอาจารย์ในโรงเรียน อาชีวะ มานอนอยู่กับบ้าน เพราะเซ็งที่จะต้องรับความกดดันหลายๆอย่าง
ตอนนั้นเราจำอะไรไม่ค่อยได้เพราะเรายังเด็กมาก จำได้แต่ว่า อาที่เป็นน้องสาวแท้ๆของพ่อ มาขอให้พ่อไปดูแลรีสอร์ทที่เกาะช้าง
เราจำได้เลยว่าตอนนั้นเกาะช้างยังไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า และการที่จะเอารถขึ้นไปนั้นก็ไม่ได้ง่ายอย่างปัจจุบัน พ่อ น่าจะเป็นคนกรุงเทพไม่กี่คนในตอนนั้นที่ลงไปทำรีสอร์ท
ตอนแรกพ่อก็ไม่ได้ไปทำรีสอร์ทเลย เพราะเนื่องจากมีผู้จัดการดูแลอยู่ก่อนหน้านั้น ช่วงนี้พ่อก็ไปช่วยผู้จัดการดูบ้าง ลงไปทำโน่นทำนี่บ้าง เราจำได้คร้าวๆว่าตอนนั้นรีสอร์ทมีแต่ที่เป็นไม้ ครัวหรือร้านอาหารก็เป็นไม้ เวลาที่จะก่อสร้าง ถ้าจะขนไม้มาจากก็ต้องให้เรือขนมาแล้วโดยนไว้กลางทะเล แล้วที่รีสอร์ทก็จะส่งคนว่ายน้ำไปดึงมาไม่ก็รอให้มันลอยมาติดฝั่ง
ภาพหนึ่งที่ยังอยูในความทรงจำก็คือ ตอนแรกที่ไป เราก็ไปนอนกันที่ห้องพักของรีสอร์ท ซึ่งตอนนั้นเกาะช้างยังไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า พ่อมักจะเอาแบตของรถมาเสียบกับพัดลมแล้วเอามาเป่าเราเพราะกลัวเราร้อน คืนไหนที่พัดลมเสียพ่อกับแม่ ก็จะคอยพัด จนเราหลับ
อีกเรื่องนึงที่เราไม่มีวันลืมก็คือ เกาะช้างทำให้เราได้อดนมขวด เราจำได้ว่าแม่ลืมเอาขวดนมไป แม่ไม่รู้จะทำยังไงเลยต้องไปหานมกล่องให้เรากิน ซึ่งจำได้ว่ารสชาติไม่ได้เรื่อง หลังจากวันนั้นเราก็ทำให้เราไม่มีความอยากที่จะกินนมอีก
หลังจากที่พ่อไปอยู่ได้ซักพักนั้นพ่อเริ่มทำร้าน มินิมาร์ทเล็กๆ ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นมินิมาร์ทแรกของเกาะ พอมินิมาร์ทอยู่ตัว พ่อก็เริ่มที่จะ ทำร้านอาหาร เราจำได้ว่าแขกเยอะมากๆ พอแขกหมด ทุกคนในร้านก็จะมาช่วยกันล้างจาก 3-4 กาละมัง เป็นภาพที่ดูอบอุ่น เพราะพนักงานที่ทำตอนนั้นก็เหมือนพี่น้อง ในช่งที่พ่อทำมินิมาร์ท เรากับแม่ก็ต้อง ไปหาพ่อทุกเสาร์อาทิตย์บางอาทิตย์พ่อก็จะกลับมา บางอาทิตย์เราก็ต้องไป เมื่อก่อนเราเป็คนที่ติดพ่อมาก เราจำได้ว่าทุกครั้งที่พ่อขับรถออกจากบ้านเราจะร้องไห้ตลอด เราเป็นอย่างนี้อยู่นานเกือบ 1 ปี
ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่เรารู้สึกได้ว่าพ่อมีควาสุขที่สุด
พ่อทำมินิมาร์ทและร้านอาหารได้อยู่ประมาณซักช่วงนึง ทางอากับพ่อ ก็ได้ไปเอารีสอร์ทคืน การเอารีสอร์ทคืนครั้งนั้นไม่ได้เพียงแค่ หมดสัญญาแล้วก็ไปเอามาทำต่อเฉยๆ ในตอนนั้นเราไม่รู้สาเหตุเลยด้วยซ้ำว่า ทำไมพอต้องไปเอาคืนและไปเอาคืนยังไง เราจำได้เพียงว่า พ่อสั่งให้แม่กับเรากลับกรุงเทพ ในวันก่อนที่พ่อจะไปเอารีสอร์ทคืน จนถึงปัจจุบันเราก็รู้เพียงแค่ว่า เราโดนโกง
ในช่วงแรกๆที่พ่อลงไปทำ เราจำได้ว่าพ่อเหนื่อยมาก เพราะคนเก่าเค้าทำไว้เละ บวกกับการขนส่งที่ไม่สะดวก ถ้าจำเป็นที่จะเอารถไปครั้งนึงก็ต้องเอารถลงไปในเรือประมงซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก พ่อเริ่มที่จะสร้างห้องเพิ่มเริ่มที่จะ ปรับปรุงร้าน เพราะช่วงนั้นก็มีไฟฟ้าเข้ามาแล้ว ช่วงนั้นพ่อและอาไม่มีเงิน มีครั้งนึงที่พ่อเดินเข้าโรงจำนำเพื่อ จำนำทองที่เป็นสร้อย ตอนนั้นเราก็อยู่ด้วยแต่เราไม่รู้เลยว่าสถานที่ๆพ่อพาเราไป คือโรงจำนำ
หลังจากนั้นให้หลังซัก 4-5 ปี ทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น พ่อเริ่มกล้าบอกเพื่อนๆว่าไปทำรีสอร์ท กล้าบอกคนอื่นว่าตัวเองอยู่ที่ไหน หลังจากปิดคนอื่นมาหลายปี เราก็ไม่รู้สาเหตูนะเพราะว่าอะไร เราไม่เคยถามพ่อไม่เคยถามแม่ ณ วันนี้เราก็ยังไม่รูู้
ผ่านวันแรกที่พ่อได้ไปใช้ชีวิตที่เกาะช้างอยู่หกปี ก็เข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนแปลงของชีวิตเรา พ่อกับแม่ตัดสินใจส่งเราไปโรงเรียนประจำ โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยชลบุรี ด้วยสาเหตุที่โรงเรียนใกล้บ้านที่เรากำลังจะเข้า สภาพสังคมไม่ได้ ช่วงปีสองปีแรกเราปรับตัวไม่ได้ ต้องให้พ่อและแม่ แอบเข้ามาหา เพราะโรงเรียนห้ามผู้ปกครงพบวันธรรมดา กลับมานึกดูก็น่าขำกับเหตุการณ์ครั้งนั้น
แต่การได้มาอยู่ชลบุรี ก็ทำให้เรากับเกาะช้างผูกพันกันมากขึ้น เมื่อก่อนเราอยู่แต่บ้าน อาทิตย์ไหนที่คนเยอะๆแม่ก็ต้องไปช่วยพ่อ แต่พออยู่โรงเรียนประจำ พอวันศุกร์ พ่อก็มักจะมารับเราไปเกาะ แล้ว แม่ก็จะนั่งรถตามไป แต่บางอาทิตย์แม่ก็ไม่ได้้ไป ด้วยเหตุผลนี้ทำให้เรากับแม่ห่างกันเรื่อยๆ ชีวิตเราในช่วงนั้น ถือว่าสนุกสนานกับเงินที่พ่อหามาได้ เราขอเงินพ่อซื้อโน่นซื้อนี่จนไม่ได้คิดถึงความลำบากที่พ่อจะหามา ช่วงนั้นถือว่าเป็นช่วงที่บูมที่สุดของเกาะช้าง พ่อมีเงินไหลเข้ามาเยอะ พ่อเปลี่ยรถใหม่ ซ่อมบ้านใหม่ ทำทุกอย่างใหม่ พ่อมีความสุขกับการที่ได้ลงไป ปิ้ง BBQ ให้แขกกินทุกวัน มีความสุขที่ได้ลงไปปลูกต้นไม้ตัดหญ้า สร้างห้อง หรือตกแต่งร้าน เราคิกว่าคงไม่มี MD คนไหนทำได้อย่างพ่อเรา
พ่อน่าจะเป็นคนแรกๆที่สร้างแรงบันดาลใจที่ให้เราอยากทำเว็บ เราจำได้ว่าพ่ออยากมีเว็บก็เลยส่งเราไปเรียนทำเว็บ หลังจากที่เรียนทำเว็บมาเราก็เริ่มแข่งทำเว็บไปเรื่อย ในช่วงนั้นพ่ออยากให้เรามีเงินเก็บก็เลยสร้างร้านอินเตอร์เน็ตเล็กๆเพื่อเป็นแหล่งรายได้
เราถูกปลูกฝังตลอดเวลาว่า เมื่อโตขึ้นเราก็ต้องกลับมาทำที่นี่ ซึ่งทำให้เราไม่ได้คิดที่จะเรียนเก่งอะไรมากมาย เพราะสุดท้ายเราก็ต้องกลับมาทำอยู่ดี ถึงเกรดเราจะไม่ได้ห่วย แต่ เราก็มารู้ทีหลังว่าความคิดนั้น ห่วยแตก
จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มเราก็น่าจะเริ่มที่วันที่ 7 มีนาคม 2547 หรือ 48 ไม่แน่ใจ วันนั้น พ่อขึ้นฝั่งไปซึ้อปลาหมึกให้เพื่อนเราที่อยากกินมากๆ เวลาประมาณ บ่ายสามโมง มีโทรศัพท์ จากคนนึงโทรมาบอกว่าพ่อประสบอุบัติเหตุ เรารีบโทรหาแม่และรีบึ้นฝั่งด่วน ตอนนั้นพ่ออยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพตราด จนถึงประมาณ ทุ่มนึง แม่และอา ก็ตัดสินใจย้าย พ่อไปที่กรุงเทพจันทบุรี เราแทบจะไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพ่อเลยเพราะทุกคนไม่ต้องการให้เราเห็น เราจำได้แค่ว่า หมอเดินออกมาบอกกับแม่ว่า พ่อมีโอกาสรอดแค่ 10% และถึงรอดก็อาจจะเป็นเจ้าชายนิททรา วันนั้นแม่ตัดสินใจ ให้หมอผ่าตัดพ่อ แม่ให้เหตุผลกับเราว่า “อย่างน้อยก็มีโอกาสตั้ง 10%” พ่อเข้าห้องผ่าตัดทั้งคืน เราจำได้ว่าแม่นอนไม่หลับ เพราะกลัวว่าหมอจะโทรมาหาตอนดึก เช้ามาเรากับแม่รีบวิ่งไปที่ห้อง ICU เราดีใจมากที่มหอบอกเราว่า การผ่าตัดราบรื่น เราและแม่อยู่ที่ จันทบุรี ประมาณ 3-4 อาทิตย์ หลังจากนั้นแม่ก็เลยตัดสินใจ ย้ายพ่อ ซึ่งยังไม่รู้สึกตัวเข้ามากรุงเทพ
เมื่อมาถึงกรุงเทพเราโชคดีมากที่ได้หมอที่ดี ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ อาการของพ่อดีขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าตกใจ จากที่นอนแข็งๆก็เริ่ม ที่จะขยับตัวได้ กินได้ทำกายภาพได้ ถึงแม้อาการพ่อจะดีขึ้นแต่ ความจำพ่อก็หายไปค่อนข้างเยอะ
พอพ่อกลับมากรุงเทพแม่ก็ลาออกจากงานที่ทำอยู่เพื่อมาดูแลพ่อ ตอนนั้นเรารู้สึกได้ว่าแม่เครียดมากกับเรื่องพ่อ เพราะถึงแม้ พ่อจะทำรีสอร์ทแต่พ่อก็มีเงินเก็บไม่มากเนื่องจาก พ่อทำได้มาก็ใช้ พอเหลือก็ส่งไปให้อา
ถึงแม้เราจะรู้ปัญหา แต่เราก็ยังติดนิสัยที่ใช้เงินซื้อโน่นซื้อนี่ เพราะเงินก้อนนั้นเป็นเงินที่พ่อให้ติดบัญชีเราไว้ 100,000 บาท เราใช้ไปเรื่อยๆไม่เคคยสนใจเลยว่ามันจะหมดไปในที่สุด
ในช่วงนั้นเราต้องดูแลตัวเองมากต้องทำอะไรเอง ต้องหาอะไรกินเอง ชีวิตตอนนั้นเราอยู่แค่โรงพยาบาลกับโรงเรียน ส่วนเรื่องเรียนในตอนนั้น เรา active ตัวเองขึ้นมาพยายามแข่งหลายๆรายการ (จากที่ก่อนหน้าพ่อป่วยเราก็แข่งเยอะอยู่แล้ว) ตอนนั้นเราคิดแค่เพียงว่าเราต้องเข้าคณะดีๆ จบมามีงานดีๆเพื่อเลี้ยงแม่
หลังจากที่พ่อพักฟื้นตัวเองได้ซักพักแม่ก็ตัดสินใจพาพ่อกลับมาอยู่บ้าน พ่อเริ่มอาการดีขึ้นๆ เราเริ่มดีใจและมีความหวังเล็กๆว่าพ่อจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
และแล้ววันที่สุดแสนนรกของเราก็มาถึง เงิน 1000 บาท สุดท้าย ถูกใช้ไปจากบัญชี พอเราเห็น slip ใบสุดท้าย เราเพิ่งฉุกคิดได้ว่าทำไมเราถึงใช้เงินเปลืองนาดนี้ เราจำได้เลยว่าช่วงนั้นเราต้องการใช้เงินเพื่อไปเรียน php เราจำใจต้องสารภาพกับแม่ว่าเงินหมด ของเงินไปเรียนหน่อย เพราะตลอดเวลา เราไม่เคยบอกแม่ว่าเราใช้เงินก้อนนี้ไปแล้วเท่าไหร่
นอกจากเงินหมดช่วงนั้น เราเริ่มปัญหากับแม่บ่อยขึ้น เพราะความไม่เข้าใจ เพราะถ้าให้อธิบายกันจริงๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 6 ปีเราอยู่กับแม่ ไม่ถึงปี แนวคิดเรากับแม่ ต่างกันสิ้นเชิง เป็นธรรมดาที่เราจะไม่เข้าใจกัน ปัญหาทุกอย่างเริ่มสะสมจนวันที่เราสอบเข้ามหาลัยได้ เราได้ไปอยู่หอที่มีอิสระมากขึ้น เราได้มีเวลาคิด ได้มีโอกาสที่จะทบทวนเรื่องต่างๆมากขึ้น เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราเปลี่ยนตัวเอง เราคุยกับแม่มากขึ้น เราช่วยทำโน่นทำนี่มากขึ้น เราหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น เราเข้มแข็งขึ้น แต่ก็เหมือนหยาบกระด้าง เราไม่ค่อยจะรู็สึกอะไรกับเรื่องที่คนอื่นเสียใจ แต่เรากลับรู้สึกเฉยๆ
พ่อก็อาการดีขึ้นเรื่อยๆ ความจำก็กลับมาบ้าง ความจำที่เค้าจำได้ แทบจะไม่มีความจำเรื่องกิจกรรมต่างๆที่เราทำกับพ่อเลย พ่อจำได้เพียงว่าเราเรียนที่ไหนเท่านั้นเอง ถึงแม้ว่าพ่อจะไม่หาย แต่เราก็ดีใจที่เรายังมีพ่อในไหว้ก่อนออกจากบ้านทุกวัน แต่ถึงเวลาจะผ่านมาหลายปี แม่กับเราก็ยังไม่เข้าใจกันมากเท่าที่ควร ถึงแม้จะเข้าใจกันมากขึ้น แต่ เรายังรู้สึกได้ว่า พอ่เคยเข้าใจเรามากกว่านี้ ตอนนี้เราก็ต้องทำใจยอมรับและ พยามยามคุยกับแม่มากขึ้น อย่างน้อยซักวันแม่คงเข้าใจเราเหมือนที่พ่อเคยเป็น
รักอิสระ นิสัยที่เริ่มเกิดขึ้น หลังจากที่พ่อป่วย เราเพิ่งมาเริ่มรู้สึกตัวเองว่าตัวเองเป็นคนไม่ชอบยึดติด อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ให้ใครมาขีดเส้นชีวิต ว่า อนาคตต้องทำโน่นทำนี่ ตลิดเวลา พ่อกับแม่ไม่เคยบังคับให้เราทำอะไรยกเว้นเรื่องสำคัญหรือที่อันตรายๆ แม่มักจะให้เราคิดเอง ว่าควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร แม่มักจะปล่อยเราให้ไปเจอกับผมลัพธ์ของมันด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าใจเราจะอยากมีแฟน แต่ลึกๆเราก็ยังกลัวตลอดเวลาว่า เราจะไม่อิสระเหมือนเดิม
สำหรับเรื่องเกาะช้าง นับจากวันที่พ่อป่วย อาก็เป็นคนดูแลต่อให้ และเราก็ไม่ได้ไปเหยียบที่นั่นเลยจนถึงเมื่อปีที่แล้ว เราตัดสินใจกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ทั้งที่ สามปีที่ผ่านมา เราปฏิเสธการที่จะกลับไปตลอดเวลา เหตุผลหรอ ไม่รู้สิ แต่เรารู้สึก ว่าเราไม่อยากกลับ มีอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้เราไม่อยากกลับไปที่นั่น (ก็อาจจะเป็นเรื่องที่เราไม่ชอบเที่ยวกับแม่ด้วยมั้ง) เราจำได้ว่านาทีแรกที่เราเห็นรีสอร์ท และบ้านที่เคยอยู่ เราน้ำตาไหลโดยไม่มีสาเหตุ รีสอร์ทสวยขึ้น แต่เกาะน่าอยู่น้อยลง การไปครั้งนั้นเราไม่ค่อย Happy เท่าไหร่ ที่จะต้องคอยไปตระเวน หาลูกน้องเก่าพ่อ ไปที่โน่นที่นี่เพื่อให้พ่อจำได้ ตอนนั้นเราไปอยู่ได้ซักห้าวัน จำได้ว่า พอถึงวันที่สามเราก็ลงมานั่งเล่นเน็ตอยู่ที่รีสอรท์แล้วก็ปล่อยให้พ่อกับแม่ไปโน่นมานี่กับเพื่อนแม่ อาจจะดูแลปกๆแต่แม่ก็ไม่เคยว่าแถมเข้าใจอีกด้วย
ถ้าถามเราว่า ให้เรากลับไปทำอีกเอามั้ย เราก็ขอตอบว่า “ขอดูก่อน” หลายๆอย่างก็ทำให้เราไม่อยากไป แต่ก็ยังมีบางอย่าง ที่อยากให้เรากลับไปลองทำ
ตอนนี้เราอยากกลับไปที่บ้าน ไปคนเดียว ไปนั่งเงียบๆคิดถึงเรื่องตลอด 14 ปีที่เคยผ่านมา ไปเที่ยวโดยที่ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อแม่ ไปแบบไม่ต้องให้ใครรู้ว่าเราไป
แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่จะไปเมื่อไหร่ แต่ อยู่ที่จะไปยังไงให้แม่ไม่รู้
ถ้านับตอนนี้ เกินครึ่งชีวิต อยู่ที่นั่น ถึงแม้บางอย่างจะเลือนหายไปเพราะ เราที่ความจำสั้น และ หายไปกับความทรงจำของพ่อ แค่เราก็ไม่เคยลืมเรื่องสำคัญต่างๆที่นั่นเลย เกาะช้าง ที่ๆผมเรียกว่าบ้าน
ป.ล. บล็อกนี้สร้างขึ้นเพื่อนเป้นเครื่องเตือนความจำ เพราะ อีกไม่นาน มันอาจจะเลือนหายไปก็ได้
